แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ จิตเดิมแท้ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ จิตเดิมแท้ แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

รู้แจ้งเห็นจิตแท้ธรรมญาณ แปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์เป็นหนึ่ง


     เมื่อภาวะสูญตาอันสงบนิ่งเกิดการเคลื่อนไหว ทำใหเกิดจุดหนึ่งของความเปลี่ยนแปลง ในมหาจักรวาล สุญญตาภาวะของ หนึ่ง คือ เต๋า หรือ ธรรมะ

    เต๋าหรือธรรมะ เป็นเหตุปัจจัยสืบเนื่องต่อไปให้เกิดสรรพสิ่ง จากหนึ่ง เป็นสอง สาม สี่  เป็นหมื่นแสนมิรู้จบ

ฟ้าได้ความเป็นหนึ่งฟ้าสงบใส
พื้นโลกได้ความเป็นหนึ่งพื้นโลกจะสงบสุข
คนได้ความเป็นหนึ่งคนจะเป็นอริยะ

     ดังที่พระพุทธะตรัสไว้ว่า  "รู้แจ้งเห็นจิตแท้ธรรมญาณ  แปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์เป็นหนึ่ง"
ท่านเหลาจื้อได้โปรดสอนว่า "บำเพ็ญจิตฝึกธรรมญาณ ประคองธาตุกำเนิดรักษาความเป็นหนึ่งไว้"......
ท่านขงจื้อก็ได้โปรดสอนว่า  "โน้มนำจิตกล่อมเกลี้ยงธรรมญาณ  ประคองความเป็นกลางเข้าสู่ความเป็นหนึ่ง"
       
    หนึ่งคือภาวะหลักของสัจธรรม คนได้รับหลักสัจธรรม คือได้รับธาตุแท้ญาณเดิม ได้รับความเป็นหนึ่งของฟ้า จึงเป็นชีวิตของกายสังขาร

     ดังนั้น ภาวะเดิมของธรรมญาณอันกลมกลืนสว่างใส เป็นธรรมชาติธาตุเดียว ขณะอยู่ในครรภ์มารดาจึงไม่ต้องดื่มกิน  ไม่ีมีความคิดดำริวิตก  อาศัยการหายใจของมารดา เป็นกระแสเดียว จนเมื่อเกิดกายออกมาร้องแว้ กระแสของอิน หยังเข้าทางจมูก  ภาวะความเป็นหนึ่งจึงกลายเป็นสองไปทันที

     ดังที่กล่าวแล้วว่าก่อนธรรมญาณจะอาศัยในกายเนื้อ ธรรมญาณวิภาวะเป็นหนึ่ง เมื่อเข้าอาศัยกายกำเนิดจึงมีผลของชะตากรรมกำหนดมาประกอบเข้าด้วยกัน  จึงเป็นชีวิตที่มีอิน หยัง คือมืด สว่าง ถูก ผิด ดี ร้าย ฯลฯ

     ดังนั้น ธรรมญาณและชะตาชีวิตจึงสูญสิ้นความเป็นหนึ่ง เมื่อขาดความเป็นหนึ่ง ธรรมญาณจะกระจายระเริงไป เมื่อธรรมญาณระเริงไป ธรรมญาณก็มิได้สถิตอยู่กับญาณทวาร  ไปพ้นจากฐานของสริสัมภวะ ฐานนั้นจึงว่างเปล่า ปราศจาพลังสถิต

เมื่อธรรมญาณระเริงไปสู่นัยน์ตาก็ติดในรูป
ระเริงไปสู่หูก็ติดในเสียง
ระเริงไปสู่จมูกก็ติดกลิ่น
ระเริงไปสู่ปากก็ติดรส และวาจา
ระเริงไปสู่แขนขาก็ติดอาการ
ระเริงไปสู่ผิวหนังก็รู้สึกเจ็บคัน
ระเริงไปสู่รูขุมขนก็รู้หนาวร้อน
ระเริงไปสู่อวัยวะช่องท้องก็รู้อิ่มรู้หิว
ระเริงไปสู่จิตก็รู้ในกามคุณทั้งหก คือ รูป  เสียง  กลิ่น  รส  สัมผัส  อารมณ์
ระเริงไปสู่มโนวิญญาณก็รู้อารมณ์ทั้งเจ็ด คือ ยินดี โกรธ โศก สุข รัก เกลียน อยาก
       
     เมื่อเป็นเช่นนี้ ชีวิตจิตใจจึงร่อนเร่ เมามายเหมือนคนตาย เหมือนหลับฝัน  ถลำตัวมั่วหมก อยู่กับความวิตกทุกข์ภัย

     เมื่อชะตาชีวิตขาดความเป็นหนึ่งชะตาชีวิตจะตกวิบาก  วิญญาณจะถลำอยู่กับอารมณ์ต่าง ๆ ในกามคุณ จะจมอยู่กับสุรา นารี  จะฝังชีวิตไว้กับลาภสักการะ เมื่ออกจากกายสังขารก็จะเวียนว่ายต่อไปในรูปกำเนิดสี่ชีววิถีหก ไม่อาจกลับคืนสู่สภาวะความเป็น หนึ่ง แห่งธาตุแท้ธรรมญาณได้

เมื่อฟ้าขาดความเป็น หนึ่ง  ดาวเดือนจะผิดระบบการโคจร
เมื่อแผ่นดินขาดความเป็นหนึ่ง ภูเขาจะถล่มแผ่นดินจะทลาย
เมื่อคนขาดความเป็นหนึ่งจะตกไปสู่วัฏจักรของการเวียนว่าย
จิตเดิมแท้ของธรรมญาณ เป็นภาวะหลักของสังขาร
คำว่า  หลัก  อักษรจีนเขียนว่า  หลี่
เมื่อหลักขาดความเป็น หนึ่ง อ่านว่า ไหม  แปลว่า ถูกฝัง

     มีความเป็นหนึ่งจึงเป็นหลัก  ดังคำกล่าวที่ว่า "มีหลักท่องไปได้ในโลกกว้าง  ขาดหลักไปได้ยากนักแม้สักก้าวเดียว"

วันเสาร์ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2555

ธรรมะก็อยู่ในตัวเจ้า แต่เจ้ากลับไม่รู้สึกว่ามันดำรงอยู่ ศิษย์เอ๋ยต้องตื่นได้แล้ว! - พระโอวาทสิ่งศักดิ์สิทธิ์ พระพุทธจี้กง เมตตา


พระโอวาทสิ่งศักดิ์สิทธิ์ พระพุทธจี้กง เมตตา

     "กุย หลิง"(ภาษาจีน) แปลว่า คืนสู่ศูนย์ ศูนย์คือสุญตาภาวะ ทุกคนกำมือขึ้นมา นี่ก็คือศูนย์ หากว่าเจ้าคงสุญตภาวะไว้อย่างนี้ตลอดไป ขอถามหน่อยว่ามือคู่นี้ยังมีประโยชน์ไหม? สามารถหยิบจับสิ่งของได้ไหม?  ทำงานได้ไหม? ศูนย์นี้เปรียบเสมือนกับแก่น เป็นรากฐาน

     วันนี้อาจารย์จะสลายศูนย์ของพวกเจ้า และให้ "หนึ่ง" กับพวกเจ้า แบมือออกมานี่เรียกว่าแก่นและประโยชน์ กำมือเอาไว้ไม่มีประโยชน์ ดังนั้นศูนย์ต้องเปลี่ยนใหม่กลายเป็น "จื้อ อี" แปลว่า สู่หนึ่ง

     หนึ่งก็คือธรรมะ ศูนย์กับหนึ่งก็คืออินกับหยัง ว่างกับเต็ม ดำกับขาว อินหยังก็คือธรรมะ ไม่มีอินก็เหมือนกับมีแต่แก่นไม่มีประโยชน์จะไปดำเนินจริงได้อย่างไร?  คืนสู่ศูนย์ ไม่ใช่ว่าจมดิ่งนิ่งเงียบไม่ขยับ สลายศูนย์ตัวนี้จึงสามารถไปถึงหนึ่งได้ "หนึ่ง" มีเคลื่อนขยับมีนิ่งสงบ สัญลักษณ์ปิดเปิดก็มีหนึ่งกับศูนย์รวมอยู่ด้วยกันใช่ไหม? จะสลายหนึ่งก็ต้องมีเปิดมีปิด นี่ก็คือธรรมะ

     ธรรมะก็อยู่ในตัวเจ้า แต่เจ้ากลับไม่รู้สึกว่ามันดำรงอยู่ ศิษย์เอ๋ยต้องตื่นได้แล้ว! ธรรมะอยู่ข้างกายพวกเจ้าตลอดเวลา "กุย หลิง - คืนสู่ศูนย์" นั่นเป็นชั้นแรก แต่ชั้นสุดท้ายนี้คือ "จื้อ อี - ไปสู่หนึ่ง"

     "หนึ่ง" นั้นมีว่างมีเต็ม มีแจ้งมีลับ มีก้าวมีถอย มีรุกมีตั้งมั่น หากรู้จักที่จะ "คืนสู่ศูนย์" รู้จักที่จะ "ไปสู่หนึ่ง" อยู่บนหนทางการบำเพ็ญปฏิบัติธรรม ไม่ต้องห่วงหรอกว่าจะมีเรื่องใดที่แก้ไขไม่ได้

     ในใจของศิษย์เวลานี้ก็ต้องมีการ "คืนสู่ศูนย์" และ "ไปสู่หนึ่ง" การคือสู่ศูนย์นั่นก็คือแก่นของเจ้า การไปสู่หนึ่งคือประโยชน์ของเจ้า ประโยชน์นั้นเป็นการเคลื่อนขยับ แก่นนั้นคือสภาวะนิ่งสงบ ยามสงบนิ่งนั้นบำเพ็ญตน ยามเคลื่อนขยับนั้นโปรดฉุดช่วยคน ทุกขณะเวลาเข้าใจความสามารถที่จะพาตนไปสู่หนึ่ง ถ้าประคองรักษาแต่ศูนย์ตลอดไปเหมือนกับกำมืออยู่ตลอดเวลา ก็จะกลายเป็นมือพิการ ดังนั้นจะต้องเคลื่อนขยับ สลายหนึ่งไป

     เขาบอกกันว่าเหล็กที่สามารถเอาเข้าหลอมใหม่ได้นั้นเป็นเหล็กที่ดี บุคลากรก็เช่นกัน หากไม่สามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์อีก ไม่อาจกลึงเจียได้อีก ก็ไม่ต่างอะไรกับเศษเหล็ก ไม่อาจนำเข้าเตาหลอมอีก จะสลักเสลาหล่อหลอมความมุ่งมั่นอันแกร่งกล้าของศิษย์ได้อย่างไร?

     เขาสาธิตบรรยายได้อย่างยอดเยี่ยม วิ่งแข่งชนะที่หนึ่ง พวกเจ้าก็ปรบมือให้ แต่การวิ่งแข่งมาราธอน คนสุดท้ายที่ถึงเส้นชัย ทุกคนก็จะปรบมือให้กับเขา เสียงปรบมือนั้นไม่แน่เสมอไปว่าจะให้กับคนที่เก่งที่สุดแต่เป็นการให้กำลังใจ ศิษย์ต้องรู้จักใช้เสียงปรบมือให้เป็นประโยชน์นอกจากให้กับคนที่เก่งที่สุดแล้ว ยังต้องให้กับผู้ที่อ่อนแอที่สุด และไร้ความสามารถที่สุดได้ ปรบมือให้กำลังใจให้เหมาะกับโอกาส นั่นเป็นการให้กำลังใจและสนับสนุนเขามากที่สุด ศิษย์อย่าพูดว่าตนเองไม่เป็นเทียบกับคนอื่นไม่ได้ ตัวเองบำเพ็ญธรรมบำเพ็ญได้แย่มาก ต้องรู้จักให้เสียงปรบมือกับตัวเอง

     ความหมายของ "หนึ่ง" นั้นลึกล้ำแยบยลมาก ไม่มีหนึ่งก็ไม่ได้ฟ้าและคนร่วมคุณธรรม คน ( 人 เหยิน ) ได้รับหนึ่ง ( 一 อี ) จึงใหญ่ ( 大 ต้า )

     การสละที่ยิ่งใหญ่จึงจะมีผลประโยชน์อันยิ่งใหญ่ มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่จึงจะมีความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ ผู้เป็นมหาบุรุษนั้นจะไม่สูญสิ้นจิตบริสุทธิ์ คำว่า " 大 ต้า " (ยิ่งใหญ่) ได้รับ 一 อี (หนึ่ง) ก็คือ " 天 เทียน" (ฟ้า) ดังนั้นคนจึงจะประสานกับฟ้า หาก "人 เหยิน"(คน) ขาด 一 อี (หนึ่ง) ก็ไม่อาจเป็น " 大 ต้า " (ใหญ่) ได้  ใหญ่นั้นจะต้องมีความสามารถอันยิ่งใหญ่ มีผลสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ แน่นอนก็ต้องมีการสร้างสรรค์ที่ยิ่งใหญ่

     สร้างสรรค์เนื้อนาจิตของเจ้าผืนนั้นแปรโลกโลกียะนี้ให้เป็นแดนดอกบัวบาน นี่ก็คือความมุ่งมั่นของศิษย์ ศิษย์ต้องเห็นความสำคัญในตนเอง สำรวมตนถนอมตน คนอื่นเขาจึงจะให้ความสำัคัญกับเจ้า ในยามที่คนอื่นเขาให้ร้ายปรักปรำตำหนิเจ้าต้องรีบตรวจตราในส่วนที่ตนเองบกพร่องทันที ต้องมีปรีชาญาณและสัญชาตญาณจึงจะไม่สูญเสียจิตเดิมแท้ไป"





วันศุกร์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2555

"ธรรมะ"....หลักสัจจอนุตตรธรรม


ท่ามกลางฟ้าดิน การทุกอย่างล้วนมีหลัก มีเหตุมีผล

สรรพสิ่ง ล้วนมีแนวทางครรลองของสัจจธรรมที่เป็นกฎเกณฑ์ โดยเฉพาะชีพจรการสืบสายของวิถีธรรม ย่อมจะต้องมีเกณฑ์กำหนดของธรรมชาติ ควบคุมให้คงอยู่ หรือสูญสิ้นไปในจักรวาล

"ธรรมะ" ไร้รูปลักษณ์ แต่ก่อนเกิดอุ้มชูฟ้าดิน

"ธรรมะ" ปราศจากเยื่อใยสัมพันธ์ แต่เคลื่อนโคจรตะวันเดือน

"ธรรมะ" ปราศจากนามรูป แต่ก่อเกิดฟูมฟักสรรพสิ่ง สรรพชีวิต เรามิรู้นามเรียกของสิ่งนั้น จึงจำใจให้ชื่อว่า "ธรรมะ"

"ธรรมะ" คือ หลักของฟ้ามหาจักรวาล เป็นหลักสัจจอนุตตรธรรม

หลักสัจจอนุตตรธรรม คือ ภาวะวิเศษสูงสุด ที่เป็นอยู่ มีอยู่อย่างเที่ยงแท้

เมื่อหลักสัจจอนุตตรธรรม หรือ ภาวะสูงสุด ที่เป็นอยู่ มีอยู่อย่างเที่ยงแท้นั้น ลงมาประจุอยู่ในตัวคน เราเรียกว่า พุทธจิต หรือ จิตเดิมแท้

ดังนั้น ผู้ที่ประพฤติตนด้วยจิตเดิมแท้ จึงได้ชื่อว่า เป็นคนมีธรรมะ

"ชีวิตจริงจากฟ้า เรียกว่า จิตเดิมแท้"

ประคองรักษาจิตเดิมแท้ไว้ได้ เรียกว่า เป็นคนมีธรรมะ

ธรรมะ ไม่มีรูปลักษณ์ กลิ่น เสียง ไม่เกิดขึ้นใหม่ ไม่ดับสูญไป ไม่เพิ่มขึ้น ไม่ลดลง ดูเหมือนเปล่า แต่มิใช่ ดูเหมือนมีอยู่ แต่หามีไม่ มิอาจนิยามคำชี้ชัดได้เลย ได้แต่บอกว่า "มันเป็นอยู่อย่างนั้นเอง"

พระธรรมาจารย์เคยตรัสไว้ว่า....

"ธรรมะ" นั้นมิอาจกล่าวขาน เมื่อแสดงด้วยวาจาจะห่างความเป็นจริง เมื่อเอ่ยปากก็จะผิดไป แต่ทว่าไม่กล่าวขาน "ธรรมะ" จะกระจ่างได้อย่างไร?

พระอริยเจ้าตรัสไว้ว่า.....

"เมื่อฟ้าดินเริ่มก่อเกิด ยังคละเคล้าเหมือนกลุ่มหมอกควัน รวมตัวอยู่อย่างเงียบงัน มีพลังอันเหมือนมิได้ก่อผลอันใดแฝงอยู่ภายในอย่างเต็มเปี่ยมมหาศาล"

พลังนั้น เหมือนว่างเปล่าแต่แยบยลศักดิ์สิทธิ์ยิ่ง พลังเงียบงันนั้น เมื่อเคลื่อนไหว จะแปรสภาพการก่อเกิดได้นับไม่ถ้วนกระบวนทาง !

พลังนั้นเมื่อแผ่ขยาย จะกว้างไกลออกไปโดยรอบ ทั้งทางด้านออก ตก ใต้ เหนือ บน ล่าง แต่เมื่อรวมตัวกันกลับเข้ามา จะเหมือนแฝงเร้น จนไม่อาจเห็นได้ !

ที่สุดของความกว้างใหญ่ที่แผ่ขยายออกไปโดยรอบนั้น คือ ไม่มีอะไรอยู่ภายนอกความใหญ่นั้นได้อีก !

ที่สุดของความเล็กที่แฝงเร้นไว้ คือ ไม่มีสิ่งที่เล็กกว่าแฝงอยู่ภายในได้เลย !

สิ่งศักดิ์สิทธิ์วิเศษสุดนี้ แทรกซอนปรุโปร่งถ้วนทั่วอยู่ในทุกสิ่ง

สิ่งศักดิ์สิทธิ์วิเศษสุดนี้ ยิ่งใหญ่จนสามารถโอบอุ้มฟ้าดินทุกสิ่งไว้ได้ มหิทธานุภาพอันมิอาจประมาณนั้น ครอบคลุมทุกสิ่งอย่าง ให้การก่อเกิดทุกสิ่งอย่าง ได้ประหนึ่งบันดาลให้เป็นไป

พระอริยเจ้าผู้รู้ จึงได้ถวายพระนามต่างๆในความหมายใกล้เคียงกันว่า "พระผู้สร้าง" "พระผู้เป็นเจ้า" "พระแม่องค์ธรรม" "พระอนุตตรธรรมเจ้า" "พระมหามารดาแห่งหมื่นโลกธาตุ ฯลฯ"

จึงกล่าวได้ว่า...

"ชีวิตจริงของคน คือ ธรรมะ คือ พลังงานวิเศษสุดสวนหนึ่งจาก "พระผู้สร้าง" นั่นเอง

"ชีวิตจริง หรือพลังงานวิเศษสุด ที่ประจุอยู่ในส่วนศีรษะของคน จึงมีมหิทธานุภาพในการคิดค้นสร้างสรรค์ หรือบงการอวัยวะส่วนประกอบต่างๆของร่างกาย ให้ประกอบการได้ไม่จำกัด แต่พลังงานไม่มีตัวตน คนทั่วไปจึงเห็นแต่ความสำคัญของสังขารร่างกาย ไม่เห็นความสำคัญของพลังงานอันเป็นชีวิตจริง

ชีวิตจริงในตัวตนหากยังคงดำรงธรรมานุภาพแต่เดิมทีไว้ได้ เรียกว่า "ธรรมญาณ" หรือ"จิตเดิมแท้".....

หากชีวิตจริง ยังคงดำรงธรรมานุภาพ และพลานุภาพ อันเป็นพลังงานอันวิเศษสุดแต่เดิมทีไว้ได้ ทันทีที่ละทิ้งกายสังขาร พลังงานอันวิเศษสุดนั้น ย่อมกลับคืนไปสู่สภาวะเดิม ณ เบื้องบน ซึ่งเรียกว่า ได้บรรลุธรรม !

การค้นหา "ธรรมญาณ" "จิตเดิมแท้" หรือ "ชีวิตจริง" จึงเป็นเรื่องสำคัญยิ่งของทุกตัวคน !

อมตะพุทธะจี้กงตรัสไว้ว่า

"ธรรมะ" คือ หลักอันเป็นเหตุเป็นผล แม้ไม่กระจ่างต่อหลักเหตุ-ผล จะบำเพ็ญธรรมะในตนได้อย่างไร? ฉะนั้น หากจะบำเพ็ญ ก่อนอื่น จะต้องกระจ่างในหลักเหตุ-ผล เป็นเบื้องต้นเสียก่อน จากนั้น จึงอาจบำเพ็ญจริงได้.....

จึงอาจกระจ่างในความวิเศษสูงส่ง ฟื้นฟูสภาวะเดิม

จึงอาจก้าวขึ้นฝั่ง จนสิ้นการเวียนว่าย กลับคืนสู่สภาวะวิมุตติสุขได้ตลอดไป.....

"สรรพสิ่ง มีต้นมีปลาย การทุกสิ่ง มีผลจากเหตุ รู้ความเป็น ก่อน หลัง ต้น ปลาย ก็จะใกล้กับธรรมะ"

ธรรมวัจนะนี้ หมายถึง สรรพสิ่ง สรรพชีวิตในมหาจักรวาล ล้วนมีรากฐานอันเป็นเบื้องต้น ไปสู่เบื้องปลาย หากย้อนต้นค้นหาความเป็นมาของชีวิตคนให้ถึงแก่นแท้ได้ ธรรมะในตนก็จะกระจ่างได้

ฉะนั้น บำเพ็ญ"ธรรมะ" จึงจำเป็นจะต้องรู้ว่า "ธรรมะ" คือ อย่างไร ?

เมื่อรู้ต้นกำเนิด รู้รากฐานที่มาของธรรมะ รู้รากฐานของชีวิตจริงจากฟ้า ค้นหาความเป็นมาจนเข้าใจกระจ่างแล้ว จึงจะบังเกิดจิตศรัทธา ก้าวสู่วิถีธรรม มั่นคงอยู่ในวิถีธรรม จึงจะมุ่งหมาบปฏิบัติบำเพ็ญตลอดไป จึงจะบรรลุธรรมได้ในที่สุด......





วันอังคารที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2555

เดิมทีอนุตตรภาวะปราศจากรูปนาม แต่จำต้องกำหนดคำว่า "ธรรมะ"


อันที่จริง อนุตตรภาวะ...ปราศจากรูปนามแต่จำต้องกำหนดคำว่า "ธรรมะ" 

"มรรค" ( มีองค์แปด คือเห็นชอบ ดำริชอบ เจรจาชอบ ทำการชอบ เลี้ยงชีพชอบ เพียรชอบ ระลึกชอบ และสมาธิชอบ ) เดิมทีมิมีข้อวัตร จำต้องจัดองค์ประกอบเพื่อโน้นนำจิต ดังคำกล่าวว่า...

"ขาดความเป็นธรรมะ  เมื่อเป็นวจนะกลางอ้าง 
เมื่อจิตหลุดพ้นพลัน    สงขารก็ว่างเปล่า" 

หมื่นพันธรรมารมณ์จึงเกิดดับด้วย "จิตภาวะ" ฉะนี้ เหตุปัจจัยจึงไม่อาจทำให้จิตภาวะเปลี่ยนไป จิตภาวะจะไม่เปลี่ยน แม้ได้รับเหตุปัจจัย อีกทั้งไม่มัวหมอง จะประภัสสรปราศจากอุปสรรค เป็นสัพพัญญูรู้ธรรมธาตุ ร่วมมหากรุณาหนึ่งสภาวะเดียวกัน บริบูรณ์ งดงาม เป็นมหาเมตตาเหนือเหตุเนื่องนำ ร่วมศักยภาพกับอนุตตรธาดา ( คือพระแม่องค์ธรรม พระผู้สร้าง ฯลฯ )

ฟ้าดิน ก่อกำเนิดสรรพสิ่ง เวียนธรรมจักร เบิกหนทางอมตะ รู้แจ้ง ทั้งนี้ มีบรรพจารย์สืบต่อตามสมัย ศาสดาทั้งห้าสนองบัญชาถ่ายทอดโดยสัตย์จริง

กำหนดการของฟ้าดำเนินมาถึง "เอี๋ยนคัง" เป็นบรรจบกาลที่เจ็ด กำหนดกาลมะเมียคาบเกี่ยวมะแม ความรู้ของผู้คนเบิกบาน อารยธรรมล้ำเลิศ สมบูรณ์พูนสุขที่สุดกับวัตถุอยู่กิน ดังแดนดินบนวิมาน ที่น่าสงสารคือ หลงเปรมปลื้มกับอารมณ์รูปกาย จนจิตใจเคว้งคว้างว่างเปล่า สูญเสีย "จิตภาวะ" อันเลิศล้ำเหนือสามโลกของตน

ดังนั้นมโนธรรมจึงไม่ฟื้นสว่างใส ชีวิตเปลี่ยนไปเป็นมืดดำคร่ำนรก ขาด "คุณธรรม" ซึ่งสำคัญเช่นกระดูกเอ็นที่ค้ำคูณรูปกายให้อยู่ในกรอบ

บัดนี้ ชีวิตจิตญาณจึงเคว้งคว้างขาดหลักอาศัย เหมือนล่องลอยอยู่ในทะเลวิญญาณ ประหนึ่งคนไม่มีหัวใจที่ปล่อยกายไปตามยถากรรม เมื่อหลักธรรมของจิตแฝงต่ำ สัจธรรมก็ยากจะปรากฏ พฤติกรรมย่อมออกนอกลู่ทาง และสร้างบาปเวรแห่งการเวียนว่าย อนิจจา วาสนาหรือทุกข์ภัยมิได้เปิดทาง แต่อยู่ที่ต่างก่อนำกันเอง

ใจฟ้าเมตตา จะหาเหตุเภทภัยให้มนุษย์มีหรือ ความทุกข์ร้อนเภทภัยในโลกขณะนี้ เป็นกรรมหมู่อันเป็นผลจากที่ทุกคนร่วมกันก่อมา น่าเวทนานัก

คัมภีร์มีคำกล่าวว่า... "จิตตนตนฉุดช่วย พุทธะมิอาจช่วย" 

บาปเวรของตน จะต้องแก้ไขลบล้างด้วยตนเอง ปุถุชนคนหลง...ได้แต่พึ่งพาอาศัยสิ่งนอกกาย ไม่รู้จักจิตตน ไม่กระจ่างในจิตภาวะธรรมญาณ ของตนอันเป็นหนึ่งเดียวกันกับอนุตตรธรรมมารดา หวังแต่จะให้พุทธะมาฉุดช่วย แต่ไม่พิจารณาก้มหน้าคราดไถพุทธจิตเนื้อนาตน เช่นนี้ จะมีวันคืนกลับร่วมสมานกับธรรมมารดาได้หรือ 

ในครั้งกระโน้น พระแม่องค์ธรรมได้บัญชาแบ่งห้าศาสดาใหญ่(เต๋า ปราชญ์ พุทธ คริสต์ อิสลาม) ให้สืบสายอริยะ สืบต่อบรรพจารย์แต่ละสมัยในสหาโลก ถ่ายทอดสัจธรรมแทนฟ้าดิน ก่อตั้งศาสนานำพาสาธุชน แต่ละภาคพื้น

ทุกหลักการที่ยึดถือ ก็คือสัจอนุตตรหฤทัยแม่ เป็นสุญตาอันวิเศษ ตามเหตุแห่งบุญวาระอันสมควรสำหรับผู้คนในแต่ละภาคพื้นดินแดน เพื่อง่ายแก่การสื่อความ ชาวโลกจึงจัดทำคัมภีร์หลักศาสนาสืบต่อมา ดั่งบันไดฟ้าพาชาวโลกก้าวขึ้นสัมมาวิถีอันจีรัง

แต่น่าเสียดายที่ใจคนลุ่มหลง น้อยนักจักรู้แจ้งในสัจธรรมความเป็นหนึ่งเดียว จึงต่างแบ่งสถานภาพจับจ้องกัน ปิดกั้นด้วยกำแพงเหล็ก บ้านใครบ้านมัน อีกซ้ำห้ำหั่นทำลายกัน อนิจจา เจ้าล้วนพี่น้องร่วมมารดา สัมพันธ์ดั่งแขนขา แต่กลับเข่นฆ่ากันดังเชื้อไฟ ต้นถั่วต้มถั่วเอง เช่นนี้มีหรือที่พระแม่จะทนได้

พระแม่องค์ธรรมรวดร้าวปวดใจ จึงได้บัญชาพระบุตรศรีอาริย์ จี้กง กวนอิมฯ พร้อมกันสนองพระโองการแบกภาระร่วมเก็บงานสายธรรมนับหมื่นที่แยกย้าย กลับคืนสู่อริยกิจต้นเดิมเดียวกัน

จากนั้นก็บัญชาพระบุตร กวน จาง หลวี่ เอวี้ย ( กวนอู จางเฟย หลวี่ต้งปิน เอวี้ยเฟย ) นำเหล่าเทพเจ้าประจำดวงดาว เป็นแนวหน้าแผ้วถางทางโลก ช่วยเก็บงานในธรรมกาลนี้

ฉะนั้น เมื่อโองการประกาศิตยุคขาวได้ประกาศ ทั้งสามโลกจึงต้องฟังพระบัญชา แสดงบุญญาฯ ชักนำสานุศิษย์ตน ให้ละชั่วบำเพ็ญธรรมเพื่อแปรเปลี่ยนภัยพิบัติ จนถึงสร้างสรรค์แดนสุขาวดีแดนพุทธะ ให้เป็นเอกภาพในโลกมนุษย์

ทุกคาบสมุทรคืนสู่สัจจวิถี ทั้งสี่ทิศและใจกลางต่างคืนสู่ต้นกำเนิดเิดิม

เมื่อถึงเวลานั้น พระบุตรศรีอาริย์จะต้องลงสู่แดนดินบำเพ็ญบรรลุมหาพุทธา และเวียนธรรมจักรภายใต้ต้นโพธิ

นาคะภัทรประทีป "หลงฮว๋า" 
กำหนดต้นจะฉุดช่วย เก้าพันหกร้อยล้านชีวิต 
กำหนดที่สองจะฉุดช่วย เก้าพันสี่ร้อยล้านชีวิต 
และกำหนดที่สาม อีกเก้าพันสองร้อยล้านชีวิต

ให้คนเดิมในวิสุทธิแดนดิน พร้อมกันสดับสัมมาสัมพุทธธรรม พ้นจากเวียนว่าย ตัดขาดจากเหตุปัจจัยในกิเลสกามทั้งปวง บรรลุเหนืออรหัตผลยิ่งขึ้นไป 

นี่คือฟ้าเบิกดิถีหลงฮว๋า อันเป็นเหตุที่มาของการฉุดช่วยพุทธบุตรในธรรมกาลยุคขาวอย่างกว้างขวางครั้งนี้